ปลาการ์ตูน และชนิดของปลาการ์ตูน
ปลาการ์ตูน (Clown Fishes) เป็นปลาสวยงามที่นิยมเลี้ยงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจากเป็นปลาที่มีสีสัน และลวดลายสวยงาม เลี้ยงง่าย อีกทั้งเป็นที่นิยมในตลาดสามารถเพาะจำหน่ายได้ในราคาสูง
หลังจากมีภาพยนตร์ เรื่อง Finding Nemo ทำให้กระแสการเลี้ยงปลาการ์ตูนมากขึ้นในตลาดโลก รวมทั้งในประเทศไทยเองก็เป็นที่นิยมเลี้ยงมากเช่นกัน โดยพบว่ามีมูลค่าการซื้อ-ขายปลาการ์ตูนประมาณ 30-40% ของปลาสวยงามทั้งหมด ซึ่งมีทั้งที่สั่งซื้อมาจากต่างประเทศ และการจับในทะเลภายในประเทศ รวมถึงแหล่งใหญ่ที่มีการเพาะพันธุ์ในหลายจังหวัดในแถบภาคกลาง
ชีววิทยาปลาการ์ตูน ปลาการ์ตูนจัดอยู่ในครอบครัว Pomacentridae ทั่วโลกมี 28 ชนิด พบในน่านน้ำไทย อยู่ 7 ชนิด ซึ่งอาศัยอยู่ฝั่งทะเลอันดามัน 5 ชนิด ได้แก่ ปลาการ์ตูนส้มขาว ปลาการ์ตูนอินเดีย ปลาการ์ตูนลายปล้อง ปลาการ์ตูนลายปล้องหางเหลือง และปลาการ์ตูนแดงดำ และพบในฝั่ง ทะเลอ่าวไทยมี 2 ชนิด คือ ปลาการ์ตูนอานม้า และปลาการ์ตูนอินเดียนแดง ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดจะมีรูปแบบสีสันที่เป็นเอกลักษณ์ ปกติจะมีสีส้ม แดง ดำ เหลือง และส่วนใหญ่จะมีแถบสีขาวพาดขวางลำตัว 1-3 แถบ แม้จะเป็นปลาการ์ตูนชนิดเดียวกัน แต่ปลาแต่ละตัวจะมีสีสันและ ส่วนที่แตกต่างกันอยู่เสมอ ทำให้ปลาการ์ตูนสามารถจดจำคู่ของตัวเองได้ ในธรรมชาติปลาการ์ตูน จะอาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเล แม้ว่าดอกไม้ทะเลจะมีเข็มพิษแต่ไม่เป็นอันตรายต่อปลาการ์ตูน โดยปกติปลาการ์ตูนจะอยู่กันเป็นคู่ ๆ และอาจมีปลาขนาดเล็กอาศัยร่วมอยู่ด้วย
เปลี่ยนเพศได้ ปลาการ์ตูนสามารถเปลี่ยนเพศได้ โดยมีระบบสืบพันธุ์แบบ Protandrous Hermaphrodite ในระยะแรกหลังฟักออกจากไข่จนถึงระยะวัยรุ่นปลาทุกตัวจะเป็นเพศผู้ ทั้งหมด ในสังคมของปลาการ์ตูนนั้น ปลาตัวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจะมีเพียงตัวเดียวเท่านั้น ที่จะพัฒนาระบบสืบพันธุ์หรือเปลี่ยนเพศมาเป็นปลาเพศเมีย ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้นำคอยดูแล และปกป้องอาณาเขต มีสีสันไม่สดใสมากนัก พฤติกรรมค่อนข้างก้าวร้าว ส่วนปลาเพศผู้จะมีขนาดเล็ก และสีสันสวยงามกว่า กรณีที่ปลาเพศเมียตาย หรือถูกจับไป ปลาเพศผู้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและ แข็งแรงที่สุดในฝูง จะเกิดการเปลี่ยนเพศเป็นเพศเมียภายใน 4 สัปดาห์ โดยความสวยงามของสี จะน้อยลงและจะมีการเพิ่มขนาดของลำตัวให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้สามารถดูแลฝูงได้ แต่เมื่อ เปลี่ยนเป็นเพศเมียแล้วไม่สามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นเพศผู้ได้อีก
ชนิดปลาการ์ตูนที่เพาะสำเร็จ
ปลาการ์ตูนส้มขาว
ชื่อภาษาอังกฤษ : Clown anemonefish
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amphiprion ocellaris (Cuvier, 1830)
ลำตัวมีสีส้มเข้ม มีแถบสีขาว 3 แถบ พาดบริเวณส่วนหัว ลำตัวและบริเวณหาง ขอบของแถบสีขาวเป็นสีดำ ขอบนอกของ ครีบเป็นสีขาวและขอบในเป็นสีดำ พบอาศัยที่ระดับความลึกตั้งแต่ 1-15 เมตร ขนาดตัวโตเต็มที่ประมาณ 10 เซนติเมตร พบได้ในทะเลอันดามันและอ่าวไทย อาศัยอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ มี ดอกไม้ทะเลเป็นบ้าน อาจพบปลาการ์ตูนชนิดนี้อยู่รวมกัน 6-8 ตัว
ปลาการ์ตูนเพอร์คูลาร์
ชื่อภาษาอังกฤษ : Percula anemonefish
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amphiprion percula (Lacepede, 1802)
ลักษณะคล้ายปลาการ์ตูนส้มขาว ลำตัวมีสีส้มแต่สี จะเข้มกว่า มีแถบสีขาว 3 แถบพาดผ่านหลังตา ลำตัวและโคนหาง ระหว่างแถบสีส้มกับสีขาวจะมีสีดำคั่นมากกว่าปลาการ์ตูนส้มขาว ขนาดโตเต็มที่ ประมาณ 10 เซนติเมตร
ปลาการ์ตูนลายปล้อง
ชื่อภาษาอังกฤษ : Clark anemonefish
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amphiprion clarkii (Bennett, 1830)
ลำตัวมีสีดำเข้ม ส่วนหน้าครีบอกและหางมีสีเหลืองทอง มีแถบขาว 3 แถบ ตรงส่วนหัว ลำตัว และโคนหาง ปลาชนิดนี้มี ความผันแปรของสีสูง สีของลูกปลาวัยรุ่นจะแตกต่าง จากปลาโต เต็มวัย พบทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน จัดเป็นปลาการ์ตูน ขนาดใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 15 เซนติเมตร ปลาการ์ตูนลายปล้องมีการแพร่กระจายกว้างมาก อาจอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม 3-4 ตัว
ปลาการ์ตูนลายปล้องหางเหลือง
ชื่อภาษาอังกฤษ : Sebae anemonefish
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amphiprion sebae (Bleeker, 1853)
ลำตัวมีสีดำ ส่วนหางมีสีเหลือง มีแถบขาว 2 แถบ แถบแรกพาดอยู่บริเวณหลังตา อีกแถบพาดผ่านท้องขึ้นมายังครีบหลัง เป็นชนิดที่หายาก พบเฉพาะฝั่งอันดามัน ที่ระดับ ความลึกตั้งแต่ 2-25 เมตร ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 14 เซนติเมตร มักอยู่กันเป็นคู่กับลูกเล็ก ๆ 3-4 ตัว มีนิสัยดุร้าย กับปลาอื่นที่ไม่ใช่สมาชิก
ปลาการ์ตูนแดงดำ
ชื่อภาษาอังกฤษ : Red saddleback anemonefish
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amphiprion ephippium (Bloch, 1790)
ปลาโตเต็มวัย ลำตัวจะมีสีส้มแดงและสีดำขนาดใหญ่บริเวณหลัง ส่วนปลาวัยรุ่นยังไม่มีสีดำ พบอาศัยอยู่ตามแนวปะการังบริเวณชายฝั่งที่เป็น พื้นทรายหรือตามแนวลาดชันของปะการังในทะเล อันดามัน ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 12 เซนติเมตร
ปลาการ์ตูนอานม้า
ชื่อภาษาอังกฤษ : Saddleback anemonefish
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amphiprion polymnus (Linnaeus, 1758)
ลำตัวมีสีน้ำตาลอมดำ มีแถบขาว 2 แถบ แถบแรกอยู่หลังตา อีกแถบเริ่มบริเวณกลางลำตัวเป็น แถบโค้งพาดเฉียงขึ้นไป ที่ครีบหลัง ลักษณะคล้ายอาน ม้า พบที่ระดับความลึก ตั้งแต่ 2-30 เมตร ขนาดโต เต็มที่ประมาณ 12 เซนติเมตร พบเฉพาะในอ่าวไทย
ปลาการ์ตูนมะเขือเทศ
ชื่อภาษาอังกฤษ : Tomato anemonefish
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amphiprion frenatus (Brevoort, 1856)
ตัวเต็มวัยจะมีสีดำอมแดง ครีบทุกครีบมีสีแดง มีแถบสีขาว 1 แถบพาดบริเวณหลังตา ปลาขนาดเล็กจะมีแถบ สีขาวพาด 3 แถบบริเวณหลังตา กลางลำตัวและโคนหาง เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นแถบสีขาวที่ลำตัวและโคนหางจะหายไป ขนาดโต เต็มที่ 12 เซนติเมตร อาศัยอยู่รอบนอกของแนวปะการัง
ปลาการ์ตูนดำ
ชื่อภาษาอังกฤษ : Black and white anemonefish
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Amphiprion ocellaris (Cuvier, 1830)
เป็นปลาที่มีถิ่นอาศัยอยู่ต่างประเทศ
ไม่พบในแถบ น่านน้ำของประเทศไทย มีแถบสีขาว 3 แถบพาดผ่านหลังตา ลำตัวและโคนหาง ในระยะแรกลำตัวจะมีสีน้ำตาลและสีจะ เริ่มเข้มขึ้นเรื่อย
ๆ จนเข้าสู่ระยะวัยรุ่นจะมีสีดำเข้ม
ปลาการ์ตูนแดง
ชื่อภาษาอังกฤษ : Spine-cheek anemonefish
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Premnus biaculeatus (Bloch , 1790)
ลำตัวจะมีสีส้มแดง และสีจะแดงมากขึ้นตามอายุ ของปลา จนเป็นสีแดงอมดำ ลำตัวมีแถบสีขาวพาดขวาง 3 แถบ บริเวณหลังตา กลางลำตัว และโคนหาง มี ลักษณะเด่นคือ มีหนามแหลมที่แก้มบริเวณใต้ตา จึงมีชื่อ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ปลาการ์ตูนแก้มหนาม ขนาดโตเต็มที่ ประมาณ 10 เซนติเมตร พบได้ตามเขตรอบนอกของแนว ปะการังปลาการ์ตูนทอง
ชื่อภาษาอังกฤษ : Golden bar maroon clownfish
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Premnus biaculeatus (Bloch , 1790)
ลักษณะภายนอกคล้ายกับปลาการ์ตูน แดงมาก แต่จะแตกต่างกัน ตรงที่แถบสีขาวทั้ง 3 แถบ บนลำตัวเป็นสีเหลืองทองและกว้างกว่าแถบสี ขาวของปลาการ์ตูนแดง และเป็นปลามีความ แข็งแรงกว่าปลาการ์ตูนแดง พบได้ตามเขตรอบ นอกแนวปะการัง ขนาดประมาณ 8-10 เซนติเมตรการจับคู่พ่อแม่พันธุ์ปลาการ์ตูน การจับคู่ปลาการ์ตูนทำได้ โดยสังเกตจากลักษณะภายนอก เพศเมียจะมีขนาดใหญ่และมีท้องที่อูมเป่ง ส่วนเพศผู้ให้เลือกตัวที่มีขนาดเล็กและท้องเรียบ หลังการจับคู่ให้ปลาแล้วต้องคอยสังเกตว่าปลาจะยอมรับกันหรือไม่ ถ้าปลาไม่ยอมรับกันจะพบว่าปลาตัวเมียที่มีขนาดใหญ่กว่าจะ ไล่กัดตัวผู้จนถึงตาย อีกวิธีหนึ่งคือ เลี้ยงปลารวมกันเป็นฝูงจนปลามีอายุได้ 1 ปี ปลาจะเริ่มจับคู่ กันเอง แยกตัวออกจากฝูงมีการสร้างอาณาเขตให้แยกคู่นั้นออกใส่ตู้เตรียมเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป













ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น