อัลปากา

 

อัลปาก้า

อัลปากา (สเปน: Alpaca; ชื่อวิทยาศาสตร์: Vicugna pacos) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในวงศ์อูฐ (Camelidae) มีลักษณะคล้ายคลึงกับตัวยามา อัลปากาเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นฝูง พบได้ในที่สูงบริเวณแถบเทือกเขาแอนดีสในทวีปอเมริกาใต้ซึ่งได้แก่ ตอนใต้ของประเทศเปรู ตอนเหนือของประเทศโบลิเวีย ประเทศเอกวาดอร์ และตอนเหนือของประเทศชิลี อัลปากาเป็นสัตว์ที่มีความทรหดอดทนมาก โดยจะอยู่บริเวณที่ระดับความสูงจากน้ำทะเลประมาณ 3,500 เมตร (11,000 ฟุต) ถึง 5,000 เมตร (16,000 ฟุต)



อัลปาก้าเป็นสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อ “ขน” (alpaca fleece)
แม้คนท้องถิ่นจะเอาเนื้อของมันมารับประทาน แต่โดยส่วนใหญ่เลี้ยงเพื่อขน
ว่ากันว่าขนของมันนุ่มที่สุดในโลก นอกจากจะชนะเลิศเรื่องความหนานุ่มแล้วขนยังยาว ให้ความอบอุ่น น้ำหนักเบา ไม่คัน และมีหลายสี สีตามธรรมชาติมีประมาณ 22 เฉดสี ไล่ตั้งแต่สีดำ สีเงิน น้ำตาล จนมาถึงสีขาว และยังสามารถเลี้ยงเพื่อผสมพันธุ์สีตามต้องการอีกด้วย

อัลปากาแบ่งเป็น 2 สายพันธุ์ตามลักษณะขน ได้แก่ Suri  ขนยาว นุ่ม ลื่น เป็นมันเงา และ Huaccaya ขนปุยเหมือนตุ๊กตาหมีเท็ดดี้แบร์ คุณสมบัติสุดพิเศษของขนอัลปากามีส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอในแถบเทือกเขาแอนดีสมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรอินคา จนถึงทุกวันนี้ขนฟูหนาของอัลปากาก็ยังคงเป็นที่ต้องการในวงการแฟชั่นมาก ๆ ฉะนั้นถ้าราคาจะแพงก็คงไม่น่าแปลกใจเลย มิน่าล่ะคนทั่วโลกจึงทำฟาร์มเลี้ยงอัลปากากัน

 

อัลปากามีสองชนิด ได้แก่ suri และ huacaya ซึ่ง suri จะให้เส้นใยที่ยาวและนุ่มเหมือนเส้นไหม มีลักษณะเหมือนเส้นดินสอ ส่วน huacaya ให้เส้นใยที่สั้น หนาแน่น เหมือนขนแกะ ให้ความรู้สึกเหมือนผ้าขนสัตว์

อัลปากามีเท้าที่อ่อนนุ่ม ทำให้ไม่ทำลายทุ่งหญ้า อัลปากาไม่มีฟันด้านบน ส่วนสูงโดยเฉลี่ยคือ 125 เซนติเมตร และหนักระหว่าง 60 ถึง 80 กิโลกรัม อัลปากานั้นตัวเล็กและเชื่องพอที่จะสามารถเดินทางในรถกระบะ และสัมผัสกับมนุษย์ได้

อัลปากามีช่วงชีวิตระหว่าง 15 ถึง 20 ปี ดังนั้นคุณสามารถเลี้ยงอัลปากาได้เป็นระยะเวลานาน เขาไม่เพียงสามารถสืบพันธุ์ได้อย่างยาวนาน แต่ยังสามารถให้ขนได้ตลอดชีวิต ทำให้การลงทุนของคุณคุ้มค่าในระยะยาว

ระยะเวลาตั้งครรภ์ของอัลปากาอยู่ที่ 11 ถึง 12 เดือน และให้กำเนิดลูกทีละตัว (ฝาแฝดจะพบได้ยากมาก) ลูกอัลปากาหรือที่เรียกว่า cria จะมีน้ำหนัก 7 ถึง 10 กิโลกรัม

เส้นใยจากอัลปากามี 22 สีตามที่อุตสาหกรรมสิ่งทอในอเมริการับรอง และยังมีสีผสมอีกมากมาย อัลปากาสามารถตัดขนได้ปีละครั้ง ซึ่งจะได้ขนที่นุ่มและอบอุ่นครั้งละ 2 ถึง 4 กิโลกรัม ซึ่งมักจะกลายเป็นเครื่องประดับที่หรูหราที่สุดในโลก ใคร ๆ ก็สามารถเลี้ยงอัลปากาได้



นักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศสวีเดน พยายามหาวิธีรักษาหรือผลิตวัคซีนป้องกันโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยใช้ประโยชน์จากสัตว์เลี้ยงในฟาร์ม

นักวิจัยจากสถาบัน Karolinska ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยการแพทย์ใกล้กับกรุงสตอกโฮล์มกำลังฝากความหวังไว้กับเจ้าอัลปากา สัตว์ในตระกูลอูฐคล้ายกับลามา

นักวิทยาศาสตร์เริ่มต้นด้วยการสร้างโปรตีนที่เรียกว่า "Spike" ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำให้คนติดเชื้อโคโรนาไวรัสขึ้นมาใหม่ จากนั้นฉีดโปรตีนสไปค์เข้าไปที่เจ้าอัลปากาอายุ 12 ปี จากเยอรมนี ซึ่งมีชื่อว่า "ไทสัน"

จากนั้นนักวิจัยเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อดูว่า อัลปากาสามารถพัฒนาสารภูมิต้านทาน หรือ แอนติบอดี เพื่อต่อสู้กับโปรตีนสไปค์นี้ได้หรือไม่ โดยแอนติบอดีดังกล่าวมีขนาดเล็กมากและรู้จักกันในชื่อ nanobodies

ในแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชน นักวิจัยเรียกกระบวนการดังกล่าวว่า “neutralizing antibodies” หรือการลดอันตรายของเชื้อไวรัสนั้น

คุณเจอรัลด์ แม็คอินเนอร์นีย์ หัวหน้าทีมวิจัยในสวีเดน กล่าวว่า ความหวังของการศึกษาวิจัยนี้ก็คือ การทำให้สารภูมิต้านทานสามารถยับยั้งโปรตีนของไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เชื้อโคโรนาไวรัสไม่สามารถเข้าสู่เซลล์และแพร่กระจายต่อไปได้ โดยผลที่ได้จากการทดลองนี้อาจถูกนำไปใช้พัฒนายาหรือวัคซีนที่ใช้ในการรักษาโควิด-19

แม็คอินเนอร์นีย์ กล่าวว่า ทีมวิจัยของเขาเริ่มทำการวิจัยเรื่องนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม เพราะเชื่อว่าโคโรนาไวรัสจะกลายเป็นโรคระบาดใหญ่ที่ร้ายแรง โดยทีมของเขาได้พบหลักฐานว่าแอนติบอดีดังกล่าวสามารถใช้กับมนุษย์ได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากโคโรนาไวรัสสามารถกลายพันธุ์ได้ค่อนข้างง่าย ดังนั้นนักวิจัยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาแอนติบอดืที่แตกต่างกันหลาย ๆ ชนิด

การศึกษาแสดงให้เห็นว่า อัลปากาและสัตว์ชนิดอื่น ๆ ที่อยู่ในตระกูลเดียวกับอูฐ เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของการผลิต nanobodies ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถทำการทดลองกับสัตว์จำพวกนี้ได้ง่าย นอกจากนี้ยังพบว่า ปลาฉลามก็ผลิต nanobodies ด้วยเช่นเดียวกัน แต่การทดลองในฉลามนั้นยากกว่าอัลปากา


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นกกระเต็นลาย

แมวดาว

เสือดาวหิมะ